วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

IMC Bar B Q Plaza

สวัสดีครับพบกันอีกครั้งกับกลุ่มเรา imc แตกแตนแตนแตก ครั้งนี้เราจะมาเอาใจคอหมูกระทะ ปิ้งย่างนะครับ ซึ่งเสียงส่วนมากในกลุ่มในโหวตสิ่งที่เป็นกระแสในโลกของโซเชียว ของปิ้งย่างที่กำลังมาแรงในตอนนี้ นั่นคือออออ บาร์บีอาร์ พลาซ่า เอ้ยย บาร์บีคิว พลาซ่าครับ


บาร์บีคิวพลาซ่าได้เข้ามาประเทศไทยเป็นเวลานานพอสมควร กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มวัยรุ่น/นักศึกษาจนถึงวัยทำงาน เหมาะสำหรับการกินกับกลุ่มเพื่อนด้วยราคาที่ไม่แพงเกินไปสำหรับเนื้อชั้นดีนุ่มละมุนลิ้้นพร้อมกับซอสมิโซะ




ที่นี่มีความแตกต่างจากที่อื่นอย่างไร
1.มีเนื้อราดซอสมิโซะที่เป็นจุดเด่น
2.มีซอสถั่วที่มีรสชาติหวานแต่เติมพริกกระเทียมน้ำมะนาวได้แล้วรสชาติยังเข้ากัน
3.มีผักกะหล่ำซอยให้กินฟรี


ในกิจกรรมด้านโปรโมรชั่น
จะมีโปรโมรชั่นพิเศษปีละครั้งคือช่วงรีฟิลเป็นเวลา 1 เดือนถ้าพูดง่ายๆคือการกินแบบบุปเฟ่เพราะปกติจะมีแค่การสั่งเนื้อเป็นจานเท่านั้น  นอกจากนี้ยังมีโปรโมรชั่นตามเดือนต่างๆเช่นช่วงนี้เป็นโปรโมรชั่นพร้อมบัตรสมาชิกสามารถสั่งอาหารในราคาพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรสมาชิกเท่านั้น แต่โปรโมรชั่นล่าสุดคือการต้อนรับกระทะดำคือชุดแบล็คหมูแค่ 599 และ ชุดแบล็คเนื้อ 659 บาท รวมถึงการแจกพวงกุญแจกระทะทองเหลือง



หากผู้ใดสนใจกิจกรรมดีๆ จากทาง Bar BQ Plaza หลังจากอ่านบล๊อคของกลุ่มเราเสร็จแล้ว สามารถเข้าไปกดไลค์เพจ Bar BQ Plaza และสามารถอ่านรายละเอียดกิจกรรมดีๆได้เลย (คลิกที่ภาพได้เลย)



เครดิตภาพและข้อมูล Facebook Page :Bar BQ Plaza




วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

IMC Roastniyom (กาแฟรสนิยม)

   สวัสดีครับ กลับมาอีกแล้ว (อย่าพึ่งเบื่อกันนะ) กับบล๊อค IMC ของเรา ในวันนี้เรามาเอาใจคอกาแฟ หรือเครื่องดื่มต่างๆ หลายคนคงชอบเข้าไปนั่งร้านกาแฟ บ้างก็ทำงาน บ้างก็นั่งเล่น นัดเจอ นัดคุยพบปะกัน หรือบางคนอาจจะใช้เป็นสถานที่จีบกัน 555555
   วันนี้กลุ่มของพวกเราสนใจที่จะทำ IMC เกี่ยวกับ ร้านกาแฟที่คอกาแฟหลายๆคนอาจจะรู้จักกันดี โดยเฉพาะชาวเชียงใหม่ นั่นก็คือ กาแฟรสนิยม นั่นเอง แถ่นแท้นนนนน !!


      โดยกาแฟรสนิยมได้เปิดบริการชาวเชียงใหม่มาเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว และยังมีการขยายสาขาออกไปที่ภาคอีสาน เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี่เอง ทั่วๆไปก็เหมือนร้านกาแฟอื่นๆทั่วไป มีทั้งกาแฟร้อน/เย็น เครื่องดืมต่างๆ ขนมหวาน แต่สิ่งที่ทำให้ที่นี่แตกต่างจากที่อื่นคงเป็นอะไรไม่ได้นอกจากการตกแต่งร้านตกแต่งโทนไม้สไตล์ลอฟต์บวกกับเฟอร์นิเจอร์แนวโมเดิร์น ทันสมัย เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของสมัยนี้ที่โลกโซเชียวไวกว่ารถไฟชิงกันเซน 


  กลุ่มเป้าหมายของรสนิยมคงหนีไม่พ้น วัยรุ่น/นักศึกษา จนถึงวัยทำงานเนื่องจากกลุ่มเป้าหมายนี้ จะมีช่วงเวลาพักเที่ยงระหว่างงาน หรือ รอช่วงเรียน ซึ่งอาจจะตั้งคำถามว่า เวลาว่างแบบนี้ไปไหนดี  กาแฟรสนิยมก็น่าจะสามารถตอบคำถามให้กับกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ทั้งในด้านเรื่องของความรวดเร็วในการสั่งกาแฟหนึ่งแก้ว กับ ราคาที่คุ้มค่า ไม่ถูกไปหรือแพงไป ถือว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างนึงของทางรสนิยมครับผม
   
ด้านพนักงาน ที่นี้จะเน้นเรื่องการบริการเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งแนะนำเมนู รับฟังความคิดเห็นของลูกค้า และที่สำคัญ ตอนนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เรื่องภาษาจึงจำเป็นอย่างมาก พนักงานที่นี่พูดได้ 3 ภาษา ทั้งไทย อังกฤษ และจีน และยังมีความเป็นหนึ่งเดียว โดยทางร้านจะให้พนักงานใส่เสื้อคอโปโลดำของร้านเองเพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน  ซึ่งทำให้ลูกค้าที่เข้าไปใช้บริการเกิดความประทับใจ ทำให้กลับมาใช้บริการใหม่อีก



กาแฟเอย ขนมเอย อะไรที่ทำให้ที่นี่แตกต่างจากที่อื่น ?
 กาแฟของที่นี้จะเข้มเป็นพิเศษ ตัวชาก็เหมือนกัน จะแตกต่างจากบางที่ ที่กาแฟอาจจะไม่ค่อยเข้มข้นมาก กาแฟที่ใช้นมผสมของที่นี้ นมจะเข้มและมันเป็นพิเศษ ส่วนตัวเมล็ดกาแฟ เป็นของทางร้านโดยตรงครับ มีเคล็ดลับการชงที่ไม่สามารถบอกใครได้ ในส่วนของขนมก็เช่นกัน มีเมนูใหม่ๆ ออกไปล่อให้สาวๆสายของหวานได้น้ำลายสอ มีทั้งเค้ก บราวนี่ แถมช่วงนี้ยังมีเครื่องดื่มมาเอาใจคุณสาวๆอีก โอ้ยย พูดแล้วอยากกก 


เมล็ดกาแฟของทางร้านก่อนนำไปคั่ว


ขนมเอาใจคุณสาวๆ 


ฮิปสเตอร์หน่อยมั้ยล่ะ 555
  
ในด้านกิจกรรมต่างๆ โปรโมชั่นต่างๆ  หลายคนอาจจะคิดว่า เอ้ะ ! ร้านกาแฟเล็ก (ตอนนี้คงไม่เล็กแล้ว) จำเป็นหรอ ไม่ใช่แบรนด์ใหญ่ๆนี่หน่า แต่ไม่เลย รสนิยมมีการกิจกรรมตลอดเวลา โปรโมชั่นก็ด้วย ทั้งโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 ในวันแม่ , การสะสมแต้ม ตามช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น สงกรานต์ วาเลนไทน์ ,ออกบูธกับงานใหญ่ๆ ,โปรสำหรับบัณฑิตจบใหม่ และ จัดกิจกรรมสำหรับผู้ด้อยโอกาสต่างๆนาๆ โดยใช้ชื่อว่า แบ่งปัน ซึ่งทางร้านก็ได้มีการประกาศบนเฟสบุ๊ค ซึ่งทำให้กลุ่มเป้าหมายของเขาสามารถติดตามได้อย่างต่อเนื่อง 



     กิจกรรมดีๆ จากทางรสนิยม                                                            โปรโมชั่นก็มีนะครับ 




นอกจากจะ แบ่งปัน ให้ผู้ด้อยโอกาสแล้ว รสนิยมก็ยังไม่ลืมกลุ่มลุกค้าของเขา
(ซึ่งหลงบัตรจะเป็นคูปองให้สะสมแต้ม)


 บัตรกิจกรรมในช่วงต่างๆ สามารถใช้สะสมแต้มได้

  โดยปัจจุบันกาแฟรสนิยมมีทั้งหมด 16 สาขาด้วยกัน สะดวกที่ไหนก็ไปที่นั่นได้เลย  

 ร้านกาแฟดีๆแบบนี้ คอกาแฟที่อาจจะยังไม่รู้จักหลายคน ไม่ควรพลาดนะ นอกจากจะได้กาแฟที่อร่อย หอม สดชื่นแล้ว ยังมีกิจกรรมดีให้คุณร่วมสนุกอีกมากมาย ไม่ควรพลาดจริงๆ (มาย้ำเลยนะเนี่ย) ผมคอนเฟิร์ม ผมไปมาแล้ว 55555 หากใครสงสัยอะไรสามารถไปที่เพจของทางร้านได้เลย (ลิ้งค์อยู่ที่ภาพด้านล่าง) พอละ ไว้เจอกันใหม่ในสัปดาห์หน้าดีกว่า ว่าจะเป็นเรื่องอะไร มาลุ้นกัน สวัสดีครับ 


วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559

IMC อีก 100 ปี ก็จะแต่งกับเธอ...คนเดิม


สวัสดีครับ และในวันนี้ ก็เป็นอีกฤกษ์งามยามดี ที่ผมจะขอนำเสนอ ตัวอย่างกรณีศึกษา IMC ที่น่าสนใจอย่างถล่มทลาย จะนิ่งดูดายไม่เอามาวิเคราะห์(?)กันเล่นๆ ก็คงไม่ได้จริงๆ ครับ กับ...
โปรเจค “อีก 100 ปี ก็จะแต่งกับเธอ...คนเดิม” เป็นหนึ่งในโปรเจครายการ ‘รี เวดดิ้ง’ ทางช่อง Thai PBS รายการที่นำเสนอเรื่องราวของคู่รักที่แต่งงานอยู่ด้วยกันจนเรียกได้ว่า ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรจริงๆ (ขอขีดเส้นใต้แล้วเพิ่มเอฟเฟคตัวเอียง แถมหนาให้ด้วยเลยครับ) มาออกรายการ ตามสโลแกนที่พ่วงท้ายของรายการว่า ‘รายการที่จะทำให้คุณอยากลุกขึ้นมาแต่งงานกันอีกครั้ง’ รายการที่เริ่มออกอากาศครั้งแรกวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ในชื่อตอน ‘กูชอบมึงเน้อ’



แต่ถึงจะเป็นรายการที่เมื่อดูจากเนื้อหา มักจะอ้างอิงถึงคนมีอายุ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ทำให้เนื้อหาของรายการดูเหมาะสำหรับวัยผู้ใหญ่หรือวัยทำงานมากกว่า ... แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่า เพียงแค่ Thai PBS โพสต์วิดีโอต่อไปนี้ถ่ายทอดสู่ Social Networkอย่าง Facebook ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2559 มาดูผลตอบรับของเขากันครับ


Views 10K+ !
229 shares+ !!
459 Likes+ !!!
ในระยะเวลาเพียง 20 วันเท่านั้น!! (ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2559 – 12 กันยายน 2559)

อะไรที่ทำให้คลิปวิดีโอนี้มีกระแสตอบรับที่เกินคาดขนาดนั้น? เราลองมาดูด้วยกันครับว่าวิธีการประชาสัมพันธ์สร้างคลิปวิดีโอนี้ขึ้นมา ทำให้เกิดกระแสการส่งต่อและบอกต่อได้มากขนาดนี้คืออะไร
อย่างแรกที่เตะหูผมมากระหว่างที่ชมคลิปวิดีโอคือ... เพลงประกอบครับ ตอนแรกที่ดูๆไป ก็คงไม่รู้สึกพิเศษอะไร เพราะก็ดูเป็นคู่รักคู่ชีวิตที่เขาอยู่ด้วยกันมานานแล้วมาเล่าถึงความหลังอย่างเป็นกันเอง แต่พอคำร้องของนักร้องดังขึ้นมา “ดวงตาคู่นั้น ได้มองจ้องฉัน เป็นครั้งที่เท่าไหร่?” เสียงนุ่มๆ ของผู้ชายคาแรคเตอร์หนุ่มเท่แต่น่ารัก โรแมนติกและขี้เล่นของประเทศไทย ‘แสตมป์ อภิวัชร์’


กดไปฟังสิครับ
ทำนอง โดย แสตมป์ อภิวัชร์
เนื้อร้อง ก็โดย แสตมป์ อภิวัชร์

กลับมาที่ตอนแรกครับที่ผมบอกว่า รายการนี้เนื้อหาส่วนใหญ่ดูเหมาะกับวัยผู้ใหญ่หรือวัยทำงานเสียมากกว่าที่จะเหมาะกับวัยรุ่นที่ยังไม่ประสีประสาเรื่องรักหรือการทำความเข้าใจกับการแต่งงาน ใช้ชีวิตคู่อย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่เมื่อการนำผลงานของเฮียแสตมป์มาใช้ปุ๊บ(เฮียแสตมป์เองก็เป็นหนึ่งในพิธีกรรายการนี้เช่นกันครับ) มันทำให้ผลงานชิ้นนี้ดูอายุอ่อนลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้กลุ่มคนวัยรุ่น หรือวัย20 ต้นๆ เพลิดเพลินไปกับการชมวิดีโอ แล้วก็พากันร้องอ๋อกันตอนท้ายที่พบว่า เป็นการพูดถึงเนื้อหาการนำเสนอของรายการ รี เวดดิ้ง (เผลอๆ เพลงเพราะติดหูเกินไป ก็ไปหาเปิดฟังต่อในแอพลิเคชั่นเพลง หรือ youtube แล้วพอฟัง ก็จะนึกถึงรายการนี้อีกรอบ) เมื่อกระแสตอบรับรุนแรงเกินความคาดหมาย Thai PBS ก็ยังสร้างความต่อเนื่องในการจัดกิจกรรมขึ้นมาให้ผู้ชมทางบ้านเข้ามาร่วมสนุกด้วยกันอีกครับ

คลิกเลย มันคือกิจกรรมดีๆ


ถือได้ว่า เป็นกรณีศึกษาในการสร้างคาแรคเตอร์ใหม่ให้กับรายการ และเป็นการเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้อย่างแนบเนียนที่น่าสนใจ ด้วยการหยิบจับคาแรคเตอร์ของศิลปินหรือไอดอลที่มีชื่อเสียงและตีตลาดกลุ่มวัยที่ห่างไกลจากคำว่า ‘แต่งงานเป็นคู่ชีวิต’ ได้อย่างลื่นไหลและไม่ทำให้รู้สึกแปลกที่วัยรุ่นจะลองทำความเข้าใจกับเนื้อหารายการที่พูดถึงชีวิตคู่ที่ยืนยาวบ้าง ในยุคสมัยที่เติบโตไปอย่างรวดเร็ว ความรักและความหวานที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นลง และหายไปเหมือนน้ำซึมบ่อทราย โปรเจครายการ รี เวดดิ้ง กำลังย้อนให้พวกเราในสมัยโลกาภิวัฒน์ได้เห็นว่าความหวานและความรักที่ยั่งยืนนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร และจำเป็นต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างผ่านตัวอย่างคู่ชีวิตหลายคู่ โดยคำถามที่รายการมักจะฝากทิ้งท้ายรายการกับคู่รักที่มาร่วมรายการทุกครั้ง ว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็จะยังแต่งงานกับคนนี้หรือไม่? พวกเขาก็ตอบว่ายินดีที่จะแต่งงานกับคนเดิมอยู่ดี... นั่นก็เพราะความรักที่แท้จริงนั้น คือความรักที่ต่อให้โลกหมุนเร็วไปมากเท่าไหร่ หรือย้อนกลับหลังไปอีกนานเท่าใด ความรักที่ระหว่างคนสองคนมีให้กันนั้น ล้วนซื่อตรงและมั่นคงไม่แพ้กาลเวลา … สวัสดีครับ



วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559

IMC Farm Designs


สวัสดีกันอีกครั้งนะครับ กับบล๊อค IMC ของกลุ่มเรา คราวแล้วเราได้พูดถึงเรื่องของ Charity ไก่ไซส์เท่าหน้า กันไปแล้ว กลับมาในรอบนี้ทางกลุ่มของผม ขอพูดในเรื่องของหวาน น้ำปั่น ที่สาวๆ หรือ หนุ่มสวย  ชอบรับประทานและดื่มกันนะครับ คงจะหนีไม่พ้น ร้านขนมหวานเปิดใหม่ นั่นก็คือ …. Farm Designs นะครัชชชช




Farm Designs เป็นร้านขายจำพวกนม ของหวาน ชีสเค้ก เบเกอร์รี่ ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออกลองนึกถึงร้านชีสเค้กแถวบ้านเรานะครับ โดยร้านนี้ต้นกำเนิด หรือ สาขาแรก อยู่ที่ญี่ปุ่นครับ ประเทศไทยนำเข้ามาในปี 2011 มีบริษัทในประเทศไทยแห่งหนึ่ง คือ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด นำโดยคุณพร ดารีพัฒน์ ผู้หลงใหลในชีสเค้ก เจ้าของสโลแกน “ สดใหม่ โดนใจ ทำได้ ” ได้สืบแสวงหาชีสเค้กจนมาเจอชื่อเสียงของ Farm Designs จึงได้บุกไปชิมชีสเค้กถึงฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น และเชิญให้ไปเปิดสาขาที่ประเทศไทย จนเป็น ฟาร์มดีไซน์ (Farm Design) ในประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้แต่แบรนด์นี้ ยังไม่ค่อยได้เป็นที่รู้จักมากนัก เนื่องจากพึ่งเข้ามาตีตลาดในประเทศไทย และ ราคาของสินค้าก็ค่อยข้างสูงสำหรับคนไทย โดยกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์นี้มุ่งเจาะไปที่ วัยรุ่น จนถึงวัยทำงานกลางๆ คล้ายคลึงกลุุ่มเป้าหมายของ Starbuck แต่ Farm Designs ไม่ได้เน้นไปทางด้านของกาแฟเท่าของ Starbuck  หลายคนอาจจะคิดว่าเด็กรับประทานไม่ได้ แต่ไม่เลยนะครับ Farm Designs เด็กก็สามารถรับประทานได้






เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่ราคาค่อนข้างสูง จึงต้องมีการจัดโปรโมชั่น ลดราคาสินค้าต่างๆ มากมาย 
เพื่อที่จะได้ตีตลาดประเทศไทยได้มากขึ้น โดยโปรโมชั่นที่เป็นจุดสนใจ ก็จะมีดังนี้นะครับ ทั้งโปรโมรชั่นซื้อ 1 แถม 1 ที่สาขาที่เปิดใหม่ โปรโมชั่น เมนูสุดพิเศษราคา 100 บาท มีการโปรโมทเมนูใหม่ๆ สินค้าใหม่ๆ ผ่านทางเฟสบุ๊คเป็นส่วนใหญ่




 การสร้างจุดต่อของแบรนด์กับพนักงาน และ กับแบรนด์ต่อลูกค้า ก็จะเห็นได้ว่า มีการคัดหรือรับสมัครพนักงานที่มีบุคลิกภาพดี มีมารยาท มีทักษะในด้านการให้บริการ ซึ่งจะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าทันที เมื่อได้เข้าบริการเป็นครั้งแรก และยังมีการให้ลูกค้าได้สมัครสมาชิก ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆมากมาย เช่น โปรฯ ลด 50% เป็นต้น ดังภาพต่อไปนี้นะครับ 



ทางแบรนด์ยังมีสินค้าใหม่ๆ เครื่องดื่มสูตรใหม่ๆ หลากหลาย แต่ยังคงไม่ลืมชีสเค้ก ที่ถือว่าเป็น Signature ของเขาเลยทีเดียวนะครับ ซึ่งผมก็คิดว่าในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกลนี้ อาจจะมีสินค้าใหม่ๆ โปรโมชันโดนๆ เพิมขึ้นมาอีก ก็เป็นได้ ... อิอิ 




วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559

IMC Charity ไก่ยักษ์ไซส์เท่าหน้า

ไก่ไซส์เท่าหน้า.

สวัสดีอีกครั้งครับ กับบล๊อค IMC ของกลุ่มพวกเรา คราวที่แล้วได้เคยพูดถึงกรณีศึกษา IMC ของ The One Card "จีบได้ แฟนตายแล้ว" กันไปแล้ว รอบนี้ เราก็จะมาลองหาของใกล้ตัวกันบ้าง ใกล้แบบ ใกล้จริงๆ เนื่องจากกลุ่มของพวกเราก็คือกลุ่มนักศึกษาในเชียงใหม่ตาดำๆ ที่บังเอิ๊ญญญ บังเอิญโดนแคมเปญหนึ่งของร้านอาหารร้านหนึ่งเตะตาเข้าเต็มๆ เจ็บมากครับ... (ตึงโป๊ะ) จึงได้หยิบยกร้านนี้มาเป็นกรณีศึกษาอีกตัวอย่างหนึ่งนะครับ !

แทน แท๊น! " Charity ไก่ยักษ์ไซส์เท่าหน้า! "



" Charity ไก่ยักษ์ไซส์เท่าหน้า " หรือที่เหล่านักกินในแวดรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ / เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา หรือผู้คนที่เป็นขาช้อปขากินรอบรั้วมหาวิทยาลัยในภูมิภาคดอยสุเทพ รู้จักกันในนาม "ไก่ไซส์เท่าหน้า" ร้านอาหาร
(ที่ดูเหมือนจะเป็น)น้องใหม่ที่เพิ่งมาได้ฤกษ์เปิดกิจการเมื่อต้นเดือน สิงหาคม ที่บริเวณกาดหน้ามอ ตรงข้ามประตูหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เอกลักษณ์ของร้านหรืออาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเมนู " ไก่ยักษ์ ไซส์ xxl "




ใหญ่...สมชื่อเขาจริงๆครับ (ใหญ่กว่า หรือเท่ากับหน้าคนจริงๆนั้นแหละ ไม่ได้โม้ 
(และในจุดนี้ผมก็ไม่ได้ค่าโฆษณาด้วยครับ 5555))

ดังนั้น จุดขายที่ไม่มีร้านอาหารร้านใดสามารถเทียบได้ ก็คือ ไก่เท่าหน้า ไก่เท่าหน้า ไก่เท่าหน้า และไก่เท่าหน้าครับ เพิ่มเติมคือ รสชาติที่ทางร้านโปรโมตเน้นๆ ว่าเป็นสูตรลับจากไต้หวัน
 (ดูซี่...เขาอุตส่าห์ข้ามน้ำ ข้ามทะเลมาให้เราลองกันถึงเมืองเหนือของไทยเลยนะ)

ทางร้านก็ไม่รอช้าครับ ทันทีที่มีการเปิดร้านได้ 3 เดือน 
(ทางร้านเริ่มเปิดกิจการตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน) ก็ได้ทำโปรโมชั่น ที่เรียกเสียงฮือฮาได้ครึกโครมในกลุ่มนักศึกษารั้วมหาลัยใกล้กาดหน้ามอ รมทั้งผู้คนที่อาศัยในละแวกนั้น และนี่คือสิ่งที่ทำให้กลุ่มของเรา ต้องถึงกับหยิบมาพูดถึงกันในวันนี้ครับ :) 

"โปรโมชั่น กดไลค์ และ แชร์!"


1 like = ชานม! 
30 likes = เฟรนช์ฟรายส์!! 
50 likes = ไก่ยักษ์!!! + ชานมไข่มุก!!! 
100 likes = ไก่ยักษ์!!! + แพนเค้ก!!! + ชานมไข่มุกกก!!!!



 


โปรนี้ โปรโมทได้ไม่ถึง 1 เดือนเลยนะครับ ดูจำนวนไลค์และแชร์ซะก่อน :)


3,200 + likes / 1,200 + Shares
  
แล้วทำไมผลของโปรโมชั่นแบบนี้ถึงได้ดีเกินคาด? 
คำตอบที่ผมคิดให้ง่ายๆ ก็คือ มันเป็นเหมือน "กลยุทธ์วิ่งส่งไม้ผลัด"

คืออะไรล่ะ? มันก็เหมือนเวลาวิ่งผลัดสี่คูณร้อยครับ
นั่นก็คือวิธีการของทางร้าน ที่มีการแจกไก่ฟรีเป็นว่าเล่นนั้น เริ่มต้นโดยการเข้าที่ ระวัง ไป!! ที่การโปรโมทในเพจ 
(ไม้ 1 เริ่มวิ่งจากจุดสตาร์ทแล้วครับ แถมยังวิ่งได้เร็วด้วยการสวมใส่รองเท้ายี่ห้อ Social Network) ต่อมาก็ส่งไม้ต่อให้ผู้บริโภคแชร์ แชร์ แชร์ แชร์.. (ไม้ 2 รับไม้ได้แล้วครับตอนนี้ แล้วกำลังวิ่งอย่างกุลีกุจอไปหาไม้สาม!) พอผู้บริโภคแชร์ สิ่งที่ต้องทำต่อมาด้วยตัวของผู้บริโภคเองก็คือ หาคนมา like โพสต์ที่ตัวเองแชร์ออกไป ยิ่งจำนวน like เยอะ ก็ยิ่งได้รับถ้วยรางวัลที่ดูน่าอร่อยขึ้นเท่านั้น 1 Facebook ID ก็เท่ากับ 1 like มีเพื่อนใน Facebook เท่าไหร่ ก็หาไปสิครับ เพื่อของอร่อย มีหรือจะยอม? (และนี่คือการส่งต่อให้ไม้ 3 ครับ ที่เมื่อมาไลค์ ก็เท่ากับได้เห็นข้อมูล ย่อมๆ ของร้านนี้แล้ว เผลอๆ รูปอาหารที่ดูน่ากิน ก็เตะตาเข้าอย่างจัง ก็ทำให้คนที่มาไลค์ ก็สนใจ อยากแชร์เพิ่มขึ้นมาอีก) ต่อมา ก็จะเป็นการส่งไม้สุดท้าย เพื่อวิ่งเข้าสู่เส้นชัยอย่างสวยงาม นั้นคือ เมื่อเห็นโพสต์โปรโมชั่นน่าลิ้มลอง น่าไลค์(หรือถูกบังคับให้ like) ก็เกิด 'การพูดถึง' หรือ word of mouth อย่างปฏิเสธไม่ได้ สมมติว่า ขณะนี้มีการแชร์ทั้งหมด 1,200 แชร์ ถ้าคิดซะว่า อย่างต่ำ ทุกแชร์จะมีคนกด like เฉลี่ยอย่างน้อย 10 คน ก็เท่ากับว่า มีคนเห็นโพสต์หรือเห็นข้อมูลร้านอย่างน้อยๆ  12,000 คนเลยนะครับ! O_o! นี่ยังไม่นับไลค์อีก 3,200 likes นะครับ ว่าคนที่ไลค์จะนำไปส่งต่อสารกันอีกหรือเปล่า?!

ไม่เพียงแค่โปรโมชั่นดีๆเท่านั้นที่ทางร้านจัดให้ ยังมีโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับเทศกาลรับน้องอย่างการเลี้ยงสายพี่รหัสน้องรหัส ให้พี่รหัสได้พาน้องๆมาเลี้ยงพร้อมรับส่วนลดจากทางร้านกันแบบคุ้มสุดๆ ในขณะเดียวกันที่ร้าน ก็ไม่ได้ตั้งใจขายแค่ไก่ยักษ์ แต่ยังมีเมนูอื่นๆอีก เช่น ปีกไก่ เต้าหู้ทอด ชานม มะม่วงปั่น หรือ แม้กระทั่ง เห็ดทอดก็มีนะครับ

เห็นอย่างนี้แล้วผมก็คงต้องรีบไปร่วมกิจกรรมกับทางร้านซะแล้วแหละครับ น้องรหัสก็เปิดสายกันไปแล้ว เผื่อจะได้รับส่วนลดจากทางร้านเขาบ้างนะครับ แต่ไปกัน  4 คนช่วงนี้ก็รับส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์ นะครับ ... อิอิ

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

IMC The One Card

ปัจจุบันการที่บริษัทจะ "ขายของ" สักชิ้น หรือ ประกาศถึงคุณสมบัติเริดๆของ "การบริการ" ขององค์กรตัวเอง เริ่มมีรูปแบบหลากหลายมากขึ้น มันไม่ได้อยู่แค่หน้าจอทีวีที่เป็นโฆษณาสิบวิ สิบห้าวินาที หรือโปสเตอร์ใหญ่ๆ ที่ติดตามแยกถนนใหญ่ แต่มันได้เติบโตและอาจอยู่แฝงตัวอยู่ในชีวิตประจำวันเราแบบใกล้ชิดจนเราแทบไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ หรือการสื่อสารขององค์กรนั้นกลับทำให้เรารู้สึกว่า การโฆษณาอะไรจะดูได้เพลิดเพลินขนาดนี้ เพลินจนจำแบรนด์เธอได้เลยล่ะ อารมณ์เหมือนกับ "รู้ตัวอีกทีฉันก็จำเธอไปจนตายเสียแล้ว!!" และก็เหมือนกับตัวอย่างกรณีศึกษาที่จะนำมาเสนอในบล๊อคของเราวันนี้

โฆษณาหนังสั้น "จีบได้ แฟนตายแล้ว"
ก่อนจะบอกว่ามันคืออะไร แล้วเพราะอะไรมันถึงได้สะกิดต่อมขั้วหัวใจของเรามากถึงขั้นต้องหยิบเอามาคุยในบล๊อค ก็ขอให้ลองรับชมก่อนครับ
คลิกตรงนี้นะครับ
ถ้าดูจนจบ...บอกตรงๆ ว่าทุกคนถึงกับต้องร้องอ๋อ ที่เมื่อตอนท้ายของหนัง มีการสรุปข้อความไว้สั้นๆ เกี่ยวกับคำว่า The One แล้วตบด้วยตราของแบรนด์สินค้า และสโลแกนสวยๆ พ่วงว่า " You are my The One " ตัชชช!!! เชื่อไหมครับ? ตอนนี้ตัวคนเขียนบล๊อคเองก็ยังจำได้เป๊ะ ทั้งๆที่ตลอดทั้งเรื่องของหนัง ไม่ได้กล่าวถึงตัวสินค้าเลย หรือแม่กระทั่งรูปผลิตภัณฑ์ก็ไม่มีโผล่มาสักวินาที ไม่มีเลยจริงๆ แต่ก็กลายเป็นว่าแบรนด์ The One Card ก็ต้องผุดเข้ามาในหัวก่อนเป็นอย่างแรก เมื่อมีคนพูดว่าจีบได้แฟนตายแล้ว, จีบได้, คนสำคัญ, แฟนตายแล้ว, หนังสั้น, ฐิติพงศ์, พี่เหมย, แวว, อัพ, แหวนแต่งงาน, เจอร์ราร์ด, หนิง, ลิเวอร์พูล, รักแมนยู
(มันต้องเกินเบอร์ขนาดนั้นเลยเหรอ? คำตอบคือ 'ใช่ครับ' เพราะดูหนังเสร็จ ภาพที่จำก็กลายเป็นภาพแบรนด์บัตรสะสมแต้มเครือ Central Group ไปแล้ว )
อะไร? ที่ทำให้ หนังสั้น 10 นาที กลายเป็นที่น่าจดจำได้มากขนาดนี้ ? เราจะมาลองดูไปพร้อมๆกันนะครับ
อย่างแรก! เป็นเพราะ. The One Card รู้ตัวดีครับ ว่าเขาคือใคร? มาทำอะไร? และมีฉายาว่าอะไร? คำตอบก็คือ เขาคือบัตรสะสมแต้มจากการซื้อสินค้า และใช้เป็นส่วนลดการซื้อขายในห้างสรรพสินค้าเครือ Central Group ต่อมาคือสโลแกนของเขาเอง ที่บอกว่า You are my The One = ลูกค้าอย่างคุณนั่นแหละที่เป็นดั่งนัมเบอร์วันของผม   พอรู้จักตัวเองดีแล้ว ขั้นต่อไป ก็คือต้องการพรีเซนต์ตัวเองกับใคร? ก็เหมือนเวลาจีบใครซักคนนั่นแหละครับ เพราะเวลาที่เราปิ๊ง อยากจะจีบใครซักคน (เปรียบได้ดั่งกลุ่มเป้าหมายของ The One Card) เราก็ต้องรู้ให้ได้ว่าคนนั้นชอบอะไร(กลุ่มเป้าหมายจะสนใจอะไรบ้างนะ?) แล้วเราก็กลับมามองตัวเอง(The One Card สำรวจคุณสมบัติของตัวเอง) แล้วก็หาวิธีที่จะจีบด้วยวิธีการของตัวเองและไม่สูญเสียความเป็นตัวเองไป !(The One Card หาช่องทางการสื่อสารตัวเอง ไปให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย) ซึ่ง The One Card เลือกที่จะสื่อสารกับกลุ่มคน Young Adult - Adult หรือกลุ่มผู้ใหญ่ตอนต้น (อายุ 20-25 ปี) และวัยทำงานเต็มตัวเต็มประสิทธิภาพ (อายุ 25-40 ปี) ดูจากอะไรล่ะ? ก็ดูจากการแคสนักแสดง, เรื่องราวความรักมุ้งมิ้ง, วิธีการเล่าเรื่องผ่านบทละคร โดยในการสื่อสารผ่านบทละครเรื่องนี้ The One Card เลือกที่จะสื่อสารโดยนำเสนอเรื่องราวจากประสบการณ์ร่วมของกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตทั่วๆไปของคนปัจจุบัน มีการใช้งาน Facebook หรือจะเป็นการอยู่ร่วมกันของคู่รักวัยรุ่นในเรื่อง ทำให้กลุ่มเป้าหมายที่ได้ดูโฆษณาหนังสั้นเรื่องนี้เกิดความรู้สึกเข้าถึงได้ง่ายและใกล้เคียงกับชีวิตของตัวเองนั่นแหละครับ
นอกจากโฆษณาหนังสั้นเรื่องนี้จะทำให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงและเกิดความประทับใจขึ้นแล้ว ยังมีลูกเล่นในการนำเสนอที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง มันเรียกได้ว่าเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเรื่องราวที่นำเสนอกับตัวสินค้าและกลุ่มเป้าหมายเองโดยใช้คำว่า "The One" มาเป็นแกนหลักสำคัญ อย่างที่ทุกคนเข้าใจกันนะครับว่า "The One" ก็คือหนึ่งเดียว มันก็ตีความหมายได้หลากหลายแล้วแต่ว่าใครจะให้ความหมายว่ายังไง แต่แล้วมันก็คงไม่พ้นความเป็นหนึ่ง ความเป็นสิ่งสำคัญแน่นอน ถือว่าThe One Card มาถูกทางเลยทีเดียวล่ะครับแหม่ ที่จะทำให้กลุ่มเป้าหมายเห็นความสำคัญของคนสำคัญ รวมถึงเห็นความสำคัญของเวลาที่ต้องรีบทำในสิ่งที่อยากทำก่อนจะสายไป เหมือน The One Card เองก็มองว่ากลุ่มเป้าหมายที่มาใช้สินค้าและบริการนี้เป็นเสมือนคนสำคัญของเขาและไม่อยากรอช้าที่จะให้บริการอย่างดีกันเลยทีเดียว
ถึงแม้ว่าตอนนี้ The One Card เองจะยังไม่ได้ต่อยอดสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมา แต่ก็ยังคงมีการโฆษณาและให้บริการกับกลุ่มเป้าหมายที่สนใจและมาใช้บริการกันอย่างดีเลยครับ ถ้ามองโดยภาพรวมแล้วผมก็อดที่จะทำเป็นไม่สนใจ The One Card ไม่ได้จริงๆ เพราะการทำการตลาดของเขาก็เริ่มแพร่หลาย เริ่มมีการนำสื่อโฆษณารูปแบบที่ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่าง "จีบได้แฟนตายแล้ว" ที่พูดคุยกันมาแล้ว เวลาผมไปเดินห้างเครือ Central ก็เห็นมีการรองรับและให้บริการลูกค้า The One Card มากมายไปหมด จะสมัครเป็นสมาชิคก็ไม่เสียหายเหมือนกันนะครับเนี่ย

และทั้งหมดที่กล่าวมา ก็ได้กลายมาเป็นคำอธิบายว่า เพราะอะไร? โฆษณาหนังสั้น จีบได้ แฟนตายแล้ว ที่กำลังได้รับความนิยมนั้น ถึงได้ติดตา และตรึงใจผู้คนมากมายในโลกโซเชียล (รวมถึงเป็นหนังแจ้งเกิดให้กับนักแสดงหลักอีกด้วย!) อีกทั้งยังสามารถทำให้แบรนด์อย่าง The One Card ได้ลองเปลี่ยนลุค จากที่ถูกมองว่าเป็นบัตรสะสมแต้มซื้อของหรูหราอยู่เกินเอื้อมคนธรรมด๊าธรรมดา ก็กลายเป็นบัตรพรีเมียมที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้แทบจะทุกช่วงวัยทำงาน แถมยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า ' อย่ารอที่จะให้ความสำคัญ กับ The One ของคุณ ' เหมือนกับที่ The One Card ให้ความสำคัญกับลูกค้าที่มาใช้บริการ ดั่งสโลแกนพ่วงท้ายแบรนด์ที่ว่า ' You are my The1 '

สุดท้ายนี้ อย่าลืมให้ความสำคัญกับคนสำคัญ ก่อนมันจะหมดเวลาไปนะครับ